วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาเว็บเพื่อการศึกษา


ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาเว็บเพื่อการศึกษา
ความหมายของการพัฒนาเว็บเพื่อการศึกษา
เว็บไซต์ (website, web site, หรือ Web site) หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์โดยทั่วไปจะให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการเพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บเบราว์เซอร์
             สิ่งสำคัญเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่เป็นเว็บพัฒนา เป็นหัวใจของร่างกายเว็บไซต์ของและหมายความว่าเป็นสิ่งที่ผู้เข้าชมเห็นและสื่อสาร Web การพัฒนาเว็บไซต์จะต้องประสบความสำเร็จมากกว่าตาของผู้เข้าชมจะจับและนำไปสำหรับเว็บไซต์ที่น่าสนใจ พัฒนาเว็บเห็นบางกิจกรรมที่มีองค์ประกอบของการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์และวิธีการอื่นๆ กิจกรรมเหล่านี้คือการออกแบบเว็บ, พัฒนาเนื้อหา client / สคริปต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์, e - commerce ฯลฯ ควรช่วยพัฒนาเว็บไซต์เริ่มต้นการขับรถในตลาดอินเทอร์เน็ตและมีประสิทธิภาพมาก
เป็นบางครั้งมันง่ายมากในการพัฒนาเว็บไซต์นี้ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บขึ้นกลายเป็นความท้าทายมากสำหรับนักพัฒนาทุก หากงานที่ท้าทายจะทำในลักษณะเว็บเจ้าของเว็บไซต์ที่เหมาะสมจะได้รับผลดีจากการโฆษณานี้ พูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บเราต้องระบุว่าบางภาษาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ที่น่าสนใจเช่น HTML, XHTML, XML, ASP.net, JavaScript, CSS และ AJAX แม้เหล่านี้เป็นประโยชน์กับสิ่งอำนวยความสะดวกนักพัฒนาเว็บต้องเผชิญตลอดทั้งวันหลายวันจากการเปลี่ยนแปลงใหม่ เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้พัฒนาเว็บเทคโนโลยีจะต้องเป็นผู้ชำนาญมากและมีฝีมือเสมอเปิดใจและน่าสนใจในนวัตกรรมใหม่เพื่อให้อยู่เสมอในขั้นตอนกับเวลา
ความสำคัญของการพัฒนาเว็บเพื่อการศึกษา
เทคโนโลยี WWW หรือ เวิลด์ไวด์เว็บ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปจาก เครือข่ายข้อมูลข่าวสาร เป็นตัวเชื่อมระหว่างครูกับนักเรียน หากทุกห้องเรียนมีเครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ต่ออยู่กับเครือข่าย ครูสามารถ ดำเนินการสอนโดยใช้ข้อมูลที่เตรียมไว้บนเครือข่ายได้โดยง่าย เมื่อนักเรียนกลับบ้านก็สามารถใช้โมเด็มติดต่อเข้าสู่เครือข่าย นำ เอกสารคำสอนต่าง ๆ มาทบทวนการเรียนการสอนยุคใหม่จึงใช้เทคโนโลยีไอทีช่วยได้มาก
การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางเชื่อมทำให้ระบบการเรียนการสอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันตลอด แต่ก็ส่งข่าวสารถึงกันได้ ระบบการเรียนการสอนยุคใหม่นี้จึงก่อให้เกิดวิทยาเขตในโลกแห่งจินตนาการหรือที่เรียกว่า "ไซเบอร์แคมปัส" (Cyber Campus)
เทคโนโลยีไอที มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน การประยุกต์ใช้ไอทีจึงเป็นเรื่องของผู้บริหารสถาบัน การศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกล การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ "ไซเบอร์แคมปัส" ในยุคต่อมา
ครั้นเทคโนโลยีไอทีเจริญก้าวหน้าขึ้น ไมโครคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาท มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือที่เรียกว่า "ซีเอไอ" (CAI-Computer Aided Instruction) มีการผลิต CD เพื่อเก็บรวบรวมความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเล่าเรียน มีการสร้างเอกสาร "ไฮเปอร์เท็กซ์" (Hypertext) ที่เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเป็นแหล่งค้นหาความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ระบบการเรียน การสอนที่มีคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้นักเรียนมีอิสระในการเรียน เป็นการศึกษาหรือเรียนรู้แบบเฉพาะตัว การเรียนในลักษณะนี้จึงมี ลักษณะให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centric) ครูเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ
หากพิจารณาระบบการเรียนการสอนทั้งแบบที่ครูเป็นจุดศูนย์กลาง และนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลาง พบว่าทั้งสองแบบยังมีข้อดีข้อเสียอยู่ ระบบการเรียนการสอน จึงใช้วิธีการทั้งสอนเสริมระหว่างกัน เพื่อให้ได้ผลดี
เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการเรียนการสอนมากขึ้นเป็นลำดับ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมทำให้เกิดระบบการเรียน การสอนทางไกล (Tele-education) ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ต่างที่กัน สามารถโต้ตอบกันได้ด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ทำให้ครูและนักเรียนไม่ต้องเดินทางมาหากัน เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง ครูกับนักเรียนดีขึ้น นักเรียนสามารถส่งการบ้านผ่านทางอินเทอร์เน็ต ครูสามารถตรวจการบ้านและให้คะแนนได้ทันที อีกทั้งยัง สามารถชี้แนะด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail)มีการสร้างอิเล็กทรอนิกส์บอร์ด (Electronic Bulletin Board) เพื่อใช้ในการติดประกาศข่าวสารต่าง ๆ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีราคาลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีตเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้จำนวนผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีเพิ่มขึ้นทุกวัน และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็น ต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ได้แก่ อินเทอร์เน็ต การประชุมวิดีโอทางไกล ระบบเครือข่าย และระบบสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจ เป็นต้น
นอกจากนี้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเดฟ อุลริช ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคต(1) เช่นเดียวกันกับ คัมมิ่ง และเวอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จัดให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
เทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลายๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานมากเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยียังสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการในการผลิตและการทำงานให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ใช้เวลาในการทำงานที่ลดลง และได้สินค้าหรือผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง
การพัฒนาความสามารถในการทำงาน (Competency Development)
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรได้อย่างถึงตัวบุคคล และสามารถเข้าไปศึกษาและพัฒนาความรู้ของตนเองได้โดยไม่จำกัดเวลา ซึ่งระบบที่มีการนำมาใช้มากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันก็คือ การเรียนผ่าน CD-Rom และ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านระบบเครือข่ายการสื่อสารที่ทำให้ส่งข้อมูลกันได้ทีละมากๆ และมีความเร็วมากขึ้น ทำให้สามารถใช้ระบบการเรียนออนไลน์ (e-Learning) ได้มากขึ้น ในขณะที่มีการพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อมาสนับสนุนการพัฒนาความสามารถในการทำงาน (Competency Development System) ออกสู่ตลาดได้ทำให้แนวความคิดในการพัฒนาบุคลากรสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ง่ายขึ้น
การสร้างสังคมแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
องค์กรที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยในการทำงาน ย่อมสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง และบุคลากรในองค์กรเองก็จะเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อ อาทิเช่น การสร้างเว็บบอร์ด เพื่อให้พนักงานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกัน การนำเอาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมาวางบนเว็บไซต์เพื่อให้พนักงานได้อ่านทุกวัน เป็นต้น หากในองค์กรมีการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) อย่างเป็นระบบแล้ว ก็จะเกิดการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันของพนักงานตลอดเวลา
อ้างอิง
นางสาววารุณี จันทร์สุข  รหัสนิสิต  51010514526 (3ETC)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น